ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า

“รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ รถพลังงานไฟฟ้า เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอร์เตอร์ไฟฟ้าโดยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เก็บอยู่ภายในอุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ในรูปแบบต่างๆ โดยรถยนต์ไฟฟ้านั้นเคยได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึง 20 ก่อนที่จะลดการผลิตลงเนื่องจากมนุษย์ได้ผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานจากน้ำมันขึ้นมา และกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในปัจจุบันนี้ที่ได้มีการพัฒนาระบบจัดการพลังงานให้ดีมากยิ่งขึ้น มีความเสถียรภาพในการใช้งาน แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหาด้านพลังงาน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดภาวะโลกร้อน โดยในปัจจุบันนี้รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่สนใจและผลิตขึ้นมาต่อเนื่อง เพื่อที่จะเป็นทางเลือกในการใช้งานของคนทั่วโลก มียอดจำหน่ายที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเต็มไปด้วยข้อดีที่หลากหลายและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รถยนต์ไฟฟ้ามีข้อดีอะไร ทำไมหลายคนถึงให้ความสนใจและนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เรามารู้จักข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเป็นข้อมูลศึกษาและประกอบในการตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นกัน 1.ความเงียบ ไร้เสียงเครื่องยนต์ ความเงียบเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นขอรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีเสียงเครื่องยนต์ใดๆมารบกวน ทำให้คุณสามารถขับขี่ได้อย่างมีสมาธิและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2.ความเร็วอันเป็นเอกลักษณ์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งข้อดีที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมากของรถยนต์ไฟฟ้าเลยทีเดียว เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีความเร็วที่ชัดเจน ไม่ต้องมีการอุ่นเครื่อง ไม่ต้องเร่งทำงานเป็นรอบๆเหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป มันจะมีความเร็วตั้งแต่เริ่มต้นจอดอยู่นิ่งๆ เตรียมออกตัว เนื่องจากมันเป็นความแรงที่เกิดจากการขับเคลื่อนของระบบไฟฟ้าเรียกได้ว่าเป็นความแรงที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่ารถยนต์ทั่วไปที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงเป็นอย่างมาก 3.นุ่มลื่น ขับสบาย รถยนต์ไฟฟ้าสามารถที่จะขับขี่ได้นุ่มสบายกว่ารถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง จนกลายคนเรียกมันว่าเป็นรถกอล์ฟเลยทีเดียว เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีการกระชากตอนเปลี่ยนเกียร์ ไม่มีเสียงตอนเร่งเครื่องยนต์ มีความลื่นไหนสูง พร้อมทั้งไม่มีการกระชากตอนออกตัว เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ 4.ชาร์จไฟได้สะดวก รถยนต์ไฟฟ้าได้มีการพัฒนาให้สามารถชาร์จพลังงานได้ในขณะที่มันจอดอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน โดยที่คุณไม่ต้องแวะปั๊มน้ำมัน เพื่อเติมพลังงานเชื้อเพลิงเหมือนดั่งรถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง อีกทั้งวิธีการชาร์จพลังงานไฟฟ้ายังง่ายและสะดวกเพียงแค่เอาปลั๊กมาเสียบกับตัวรถและถอดออกเมื่อต้องการใช้งานหรือเดินทางนั่นเอง เรียกได้ว่าสามารถทำให้คุณประหยัดเวลาได้เป็นอย่างมาก 5.หมดความกังวลเรื่องระยะทาง หลายคนอาจจะเกิดความกังวลหรือสงสัยว่าแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าจะเพียงพอในการเดินทางแต่ละวันหรือไม่ ต้องบอกเลยว่าหมดปัญหาความกังวลเรื่องนั้นเลย เพราะนอกจากรถยนต์จะมีความเร็วและประสิทธิภาพในการขับขี่แล้วคุณยังสามารถจะชาร์จไฟที่บ้าน ที่ทำงานหรือทุกที่ที่มีปลั๊กไฟได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันหมดหรือเข็นรถกลางทางเลยทีเดียว 6.ประหยัดมากกว่าเดิม พลังงานไฟฟ้าได้ชื่อว่าเป็นพลังงานที่มีราคาถูกและสามารถหาได้ง่ายกว่าพลังงานเชื้อเพลิง โดยรถยนต์ไฟฟ้าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการวิ่งรถยนต์ 1 กิโลเมตรที่ถูกกว่ารถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงถึง 1 – 3 อีกทั้งรถยนต์ไฟฟ้ายังขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มีชิ้นส่วนที่น้อยกว่ารถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง ไม่มีกรองไอเสีย ไม่มีท่อไอเสีย ไม่ต้องถ่ายน้ำมันเครื่อง สามารถประหยัดค่าใช้ได้มากกว่าเดิม 7.รักษาสิ่งแวดล้อม และด้วยเหตุผลที่รถยนต์ไฟฟ้าไม่มีท่อไอเสียนี่เอง จึงทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ปราศจากมลพิษจากรถยนต์ของตนเอง ส่งผลดีต่อบุคคลทั่วไป ตัวเราเอง ต่อสังคม และโลก 8.ปลอดภัย คุณไม่ต้องกลัวเลยว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดอาการไฟช็อตจากการล้างรถ น้ำท่วมขังหรือขับรถลุยน้ำ เนื่องจากรถยนต์ได้มีการพัฒนาให้มีความปลอดภัยสูง มีการทดสอบพบว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถที่จะขับบนพื้นน้ำที่มีน้ำท่วมสูงเกือบคันรถได้อย่างปกติ ปลอดภัย ไม่มีการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรใดๆทั้งสิ้น เรียกได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้านั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ใช้รถยนต์ที่มีข้อดีมากมายเต็มไปด้วยคุณสมบัติด้านการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายๆต่างได้ดี สามารถขับขี่ได้อย่างนุ่มสบาย ไร้ความกังวลเรื่องเสียง มีความเร็วอย่างมหาศาล ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดตุ้นในการดูแลรักษารถยนต์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้รถยนต์ไฟฟ้ายังช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ช่วยลดภาวะเรือนกระจกประหยัดพลังงานเป็นอย่างยิ่ง นอกจากคุณยังสามารถเติมพลังงานได้ง่ายๆจากพื้นที่ที่มีปลั๊กไฟ ที่บ้าน ที่ทำงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางใดๆทั้งสิ้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการขับขี่เลยทีเดียว รถยนต์ไฟฟ้าถือว่าเป็นทางเลือกที่เต็มไปด้วยความคุ้มค่าคุ้มราคา มีคุณภาพพร้อมทั้งยังได้พัฒนาให้สามารถตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดพลังงาน สะดวกรวดเร็วและมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพในการขับขี่สูงที่สุด หวังว่าในอนาคตคุณอาจจะเลือกรถยนต์ไฟฟ้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่ดีต่อตัวเรา ต่อครอบครัว โลกและสิ่งแวดล้อม

รถอัตโนมัติ

รถขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Self-Driving Car) กับความปลอดภัย

Self-Driving Car คือ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติหรือรถยนต์ไร้คนขับ เป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าจับตามองเพราะถูกพัฒนามาทดแทนคนขับรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ในอนาคต จุดประสงค์ของการพัฒนาและผลิต Self-Driving Car คือ ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์เกิดสะดวกสบาย สามารถทำสิ่งต่าง ๆ อย่างอื่นภายในรถยนต์ขณะขับขี่ได้ โดยมอบหน้าที่ขับขี่ให้ระบบอัตโนมัติเป็นผู้ดูแลจัดการ รวมถึงกำหนดและคำนวนเส้นทางที่จะไปยังจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดให้อีกด้วย ซึ่ง Self-Driving Car คือนวัตกรรมที่บูรณการเทคโนโลยี 4 อย่างเข้าด้วยกัน ได้แก่ – Computer Vision Computer Vision ทำให้รถยนต์รับรู้สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวได้ มีกล้องถ่ายภาพ การใช้คลื่นเสียงเพื่อตรวจจับวัตถุรอบ ๆ ในลักษณะเดียวกับเรดาร์และการใช้เลเซอร์ – Deep Learning ทำหน้าที่วิเคราะห์ความถูกต้องและความปลอดภัย ความเหมาะสมในการเบรกชะลอหรือเร่งเครื่อง เปรียบเสมืองเป็นสมองของกลไกควบคุมในการขับเคลื่อนรถยนต์ – Robotic อีกส่วนสำคัญที่ทำให้รถสามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยการแปลงสัญญาณไฟฟ้า(คำสั่งที่ประมวลผล) ให้เป็นคำสั่งที่ใช้ได้จริงกับเครื่องยนต์ – Navigation Computer Vision ผู้นำทางอ่านแผนที่คอยบอกตำแหน่งพิกัดให้กับผู้ใช้และประมวลผลส่งข้อมูลให้รถยนต์ชับเคลื่อนไปตามเส้นทางที่กำหนดจนถึงจุดหมาย แม้ว่าโครงการพัฒนา Self-Driving Car จะมีมานานแล้ว แต่ก็ยังคงมีข้อกังขาในใจสำหรับหลาย ๆ คน ถึงความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ทางด้านผู้ผลิตเองก็คำนึงถึงปัญหาในเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำต่างก็ทุ่มเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อพัฒนาโครงการ Self-Driving Car ให้พัฒนาเป็นรูปเป็นร่างจนสามารถนำมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ท้องถนนโดยทั่วไป และความปลอดภัยของระบบ Self-Driving Car ยังถูกแบ่งเป็น 5 Level ให้เลือกระดับความเป็นอัตโนมัติของการขับเคลื่อนโดยปราศจากคนขับ ดังต่อไปนี้ – Level 0 มนุษย์ยังต้องขับขี่และดำเนินการทุกอย่างเองเป็นปกติทั้งหมด – Level 1 มนุษย์ยังต้องขับขี่เอง แต่มีบางฟังก์ชั่นที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่น การบังคับทิศทางพวงมาลัยหรือการเร่งเครื่อง – Level 2 การบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งโดยระบบอัตโนมัติ ซึ่งผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งแขนและขาพร้อมกันในการควบคุม – Level3 สามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติ แต่ต้องมีมนุษย์คอยดูแลรัดมัดระวังและแทรกแซงในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน – Level 4 รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบเต็มตัว แต่สามารถขับเคลื่อนในสภาวะที่มันถูกออกแบบมาเท่านั้น – Level 5 รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติซึ่งมีความสามารถในการขับขี่และตัดสินใจเทียบเท่ามนุษย์

จากนวัตกรรมอีโค่คาร์สู่เทรนด์รถพลังงานไฟฟ้า

รถพลังงานไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของสังคมปัจจุบัน ในช่วงสองสามปีหลังเทรนด์อีโค่คาร์เรียกได้ว่ามาแรงสุดๆ เนื่องจากปัจจัยสำคัญหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของชุมชนเมือง ปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้นและราคาน้ำมันที่แพงขึ้น สวนทางกับค่าครองชีพ ทำให้คนในเมืองใหญ่หลายคนหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีอีโค่คาร์มากขึ้น จนรถอีโค่คาร์ครองตลาดรถยนต์ในบ้านเรามาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันเทรนด์รถพลังงานสะอาดเริ่มได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นำไปสู่การผลิตรถพลังงานไฟฟ้าในที่สุด รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric car) คือ รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดคือมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ หรือแหล่งกำเนิดประจุไฟฟ้าอื่นๆ ในการขับเคลื่อน รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกปรากฏขึ้นในช่วงทศวรรษ 80 จากนั้นก็เป็นที่นิยมอยู่ช่วงหนึ่งจนเข้าสู่ปี 90 และค่อยๆ เสียพื้นที่ในตลาดให้กับรถพลังงานน้ำมัน แต่นับจากปีค.ศ.2008 เป็นต้นมา รถพลังไฟฟ้าเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยมาการคิดค้น พัฒนาและวิจัยเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าราคาของรถพลังงานไฟฟ้าจะมีมูลค่าสูงกว่ารถน้ำมันหรือแม้แต่อีโค่คาร์ แต่ในส่วนของรายจ่ายเพื่อการบำรุงเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ หรือการชาร์จไฟรวมแล้วกลับต่ำกว่ามาก เหมาะกับยุคโลกาภิวัฒน์ที่รายจ่ายสูงแต่รายรับต่ำ นอกจากนี้ใครที่กังวลเรื่องความปลอดภัยก็หมดห่วง เพราะรถพลังงานไฟฟ้ามาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมที่สุด ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์มิตซูบิชิ รุ่นไอมีฟ (i-MiEV) ที่มีเซนเซอร์ตรวจจับการรั่วไหลของกระแสไฟและระบบตัดไฟอัตโนมัติหากมีกระแสไฟฟ้าสูงผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอแสดงสถานะที่ดูง่าย ทำให้สามารถคำนวณระยะทางการขับขี่และควบคุมการทำงานของรถได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนระบบความปลอดภัยอื่นๆ ตัวรถยังคงติดตั้งเข็มขัดนิรภัยสามจุดพร้อมล้อระบบ ABS (Anti-lock braking system) และถุงลมนิรภัย (AirBag) มาให้ครบครัน นอกจากนี้ยังรับประกันว่าสามารถขับขี่ลุยน้ำท่วมสูงถึง 30 เซนติเมตรได้อย่างปลอดภัย ส่วนเรื่องการชาร์จพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้นในอนาคตมีการวางแผนจะติดตั้งการจ่ายไฟตรงเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ โดยใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 30 นาทีต่อการวิ่งได้ไกลถึง 100 ไมล์ เรียกได้ว่าประหยัดและคุ้มค่าคุ้มกับระยะทางที่ได้สุดๆ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าคือเทคโนโลยีที่มีมานานแต่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดที่สามารถนำมาขับเคลื่อนได้จริงในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าแม้แต่รถสไตล์ประหยัดสำหรับคนเมืองอย่างอีค่คาร์ ก็อาจถูกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้ามาตีตลาดได้ในอนาคต

ความคุ้มค่าการทำประกันรถ

  ในการทำประกันรถยนต์นั้นตามกฎหมาย พรบ.ได้กำหนดให้รถยนต์ที่จดทะเบียนทุกคันกับกรมการขนส่งทางบกต้องทำประกันไว้ในภาคบังคับ ซึ่งมีผลการคุ้มครองความเสียหายในเบื้องต้น แต่เจ้าของรถยนต์ส่วนใหญ่ก็มักจะนิยมซื้อประกันที่ครอบคลุมเพิ่มจากประกันที่กฎหมายบังคับ เนื่องจากได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่มากกว่า อย่างที่เราได้ทราบกันดีว่า ประกันรถยนต์ที่บริษัทรับทำประกันมีให้บริการนั้นส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น ประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2 และประกันชั้น 3 นอกจากนี้ก็มีประกันในรูปแบบที่พิเศษขึ้นคือประกันที่เป็นชั้นติด พลัส อย่างประกันชั้น 2 พลัสและประกันชั้น 3 พลัส การเลือกทำประกันรถยนต์ให้คุ้มค่าอาจไม่ใช่การเลือกทำประกันชั้น 1 ที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดและรอบคลุมการคุ้มครองความเสียหายสูงสุดเสมอไป เพราะเจ้าของรถแต่ละคนเหมาะสมที่จะทำประกันรถชั้นต่าง ๆ ต่างกัน การเลือกทำประกันรถให้คุ้มค่าและเหมาะกับตัวเรามีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้   1, พิจารณาเลือกประกันจากพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถเอง ผู้ที่ใช้รถหรือเจ้าของรถจะทราบดีว่าตนเองมีพฤติกรรมในการใช้รถเช่นไร มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดูได้จากความชำนาญในการขับรถ ความบ่อยในการใช้รถ เช่นบางคนต้องขับรถยนต์ทางไกลบ่อย ๆ สัปดาห์ละหลายวันผจญความเสี่ยงบนท้องถนนมากกว่า หรือขับไปทำงาน พบลูกค้าแทบตลอดทั้งวัน อาจจะต้องพิจารณาทำประกันชั้น 1 ที่ครอบคลุมให้รับกับความเสี่ยงที่ใช้รถ ในขณะที่เจ้าของรถบางคนใช้รถขับรับส่งลูก จ่ายตลาด หรือนาน ๆ จะใช้รถสักที อาจจะเลือกประกันชั้นรอง ๆ ลงมาเช่นชั้น 2 หรือชั้น 3 เพราะความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุต่ำกว่า การเสียเงินให้กับเบี้ยประกันแพง ๆ ก็อาจไม่จำเป็นเมื่อเทียบกับบางปีอาจไม่มีเหตุที่จะต้องเคลมประกันเลย   2. พิจารณาจากมูลค่าและอายุการใช้งานของรถ การรับทำประกันในชั้นต่าง ๆ ของบริษัทรับประกันก็ใช้อายุของรถเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วรถยนต์ที่จะทำประกันชั้น 1 ทางบริษัทมักจะรับพิจารณารถใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 7-9 ปี ยิ่งรถยนต์มีอายุการใช้งานมากเท่าไหร่ สิทธิในการได้รับพิจารณาทำประกันก็จะลดลงในชั้นต่าง ๆ ด้วย ซึ่งนี่เป็นตัวสะท้อนด้วยว่า รถยนต์ที่อายุงานมาก ๆ อาจไม่คุ้มที่จะซ่อมเมื่อเกิดอุบัติเหตุหนัก ๆ แต่ที่แน่นอนสำหรับการทำประกันก็คืออย่างน้อย ๆ ในประกันชั้น 3 ที่ถูกที่สุดจะครอบคลุมการชนในกรณีเจ้าของรถเป็นฝ่ายผิดโดยรับผิดชอบซ่อมและจ่ายค่าเสียหายให้ฝ่ายตรงข้ามและมีความคุ้มครองอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากประกันของพรบ. เท่านั้น   3 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความคุ้มค่าของประกันรถ หลายคนมีความเข้าใจผิดว่า ความคุ้มค่าของประกันรถยนต์อยู่ที่การใช้สิทธิ์ในการเคลมให้มากที่สุด จึงพยายามขอเคลมการซ่อมในทุกกรณีตั้งแต่เฉี่ยวชนเล็กน้อย มีรอยขูดขีดต่าง ๆ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะอย่าลืมว่าเมื่อคุณนำรถเข้าอู่เพื่อเคลม คุณกำลังเสียโอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์จากรถนั้นเป็นเวลาหลายวัน บริษัทรับทำประกันมักจะมีส่วนลดให้สำหรับผู้มีประวัติดีเมื่อต่อประกันในปีถัดไป   ดังนั้นการพิจารณาทำประกันให้คุ้มค่าคงต้องดูจากปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่างมาพิจารณาดังที่ได้กล่าวมา