จากนวัตกรรมอีโค่คาร์สู่เทรนด์รถพลังงานไฟฟ้า

รถพลังงานไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของสังคมปัจจุบัน ในช่วงสองสามปีหลังเทรนด์อีโค่คาร์เรียกได้ว่ามาแรงสุดๆ เนื่องจากปัจจัยสำคัญหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของชุมชนเมือง ปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้นและราคาน้ำมันที่แพงขึ้น สวนทางกับค่าครองชีพ ทำให้คนในเมืองใหญ่หลายคนหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีอีโค่คาร์มากขึ้น จนรถอีโค่คาร์ครองตลาดรถยนต์ในบ้านเรามาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันเทรนด์รถพลังงานสะอาดเริ่มได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นำไปสู่การผลิตรถพลังงานไฟฟ้าในที่สุด รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric car) คือ รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดคือมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ หรือแหล่งกำเนิดประจุไฟฟ้าอื่นๆ ในการขับเคลื่อน รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกปรากฏขึ้นในช่วงทศวรรษ 80 จากนั้นก็เป็นที่นิยมอยู่ช่วงหนึ่งจนเข้าสู่ปี 90 และค่อยๆ เสียพื้นที่ในตลาดให้กับรถพลังงานน้ำมัน แต่นับจากปีค.ศ.2008 เป็นต้นมา รถพลังไฟฟ้าเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยมาการคิดค้น พัฒนาและวิจัยเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าราคาของรถพลังงานไฟฟ้าจะมีมูลค่าสูงกว่ารถน้ำมันหรือแม้แต่อีโค่คาร์ แต่ในส่วนของรายจ่ายเพื่อการบำรุงเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ หรือการชาร์จไฟรวมแล้วกลับต่ำกว่ามาก เหมาะกับยุคโลกาภิวัฒน์ที่รายจ่ายสูงแต่รายรับต่ำ นอกจากนี้ใครที่กังวลเรื่องความปลอดภัยก็หมดห่วง เพราะรถพลังงานไฟฟ้ามาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมที่สุด ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์มิตซูบิชิ รุ่นไอมีฟ (i-MiEV) ที่มีเซนเซอร์ตรวจจับการรั่วไหลของกระแสไฟและระบบตัดไฟอัตโนมัติหากมีกระแสไฟฟ้าสูงผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอแสดงสถานะที่ดูง่าย ทำให้สามารถคำนวณระยะทางการขับขี่และควบคุมการทำงานของรถได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนระบบความปลอดภัยอื่นๆ ตัวรถยังคงติดตั้งเข็มขัดนิรภัยสามจุดพร้อมล้อระบบ ABS (Anti-lock braking system) และถุงลมนิรภัย (AirBag) มาให้ครบครัน นอกจากนี้ยังรับประกันว่าสามารถขับขี่ลุยน้ำท่วมสูงถึง 30 เซนติเมตรได้อย่างปลอดภัย ส่วนเรื่องการชาร์จพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้นในอนาคตมีการวางแผนจะติดตั้งการจ่ายไฟตรงเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ โดยใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 30 นาทีต่อการวิ่งได้ไกลถึง 100 ไมล์ เรียกได้ว่าประหยัดและคุ้มค่าคุ้มกับระยะทางที่ได้สุดๆ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าคือเทคโนโลยีที่มีมานานแต่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดที่สามารถนำมาขับเคลื่อนได้จริงในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าแม้แต่รถสไตล์ประหยัดสำหรับคนเมืองอย่างอีค่คาร์ ก็อาจถูกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้ามาตีตลาดได้ในอนาคต

ความคุ้มค่าการทำประกันรถ

  ในการทำประกันรถยนต์นั้นตามกฎหมาย พรบ.ได้กำหนดให้รถยนต์ที่จดทะเบียนทุกคันกับกรมการขนส่งทางบกต้องทำประกันไว้ในภาคบังคับ ซึ่งมีผลการคุ้มครองความเสียหายในเบื้องต้น แต่เจ้าของรถยนต์ส่วนใหญ่ก็มักจะนิยมซื้อประกันที่ครอบคลุมเพิ่มจากประกันที่กฎหมายบังคับ เนื่องจากได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่มากกว่า อย่างที่เราได้ทราบกันดีว่า ประกันรถยนต์ที่บริษัทรับทำประกันมีให้บริการนั้นส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น ประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2 และประกันชั้น 3 นอกจากนี้ก็มีประกันในรูปแบบที่พิเศษขึ้นคือประกันที่เป็นชั้นติด พลัส อย่างประกันชั้น 2 พลัสและประกันชั้น 3 พลัส การเลือกทำประกันรถยนต์ให้คุ้มค่าอาจไม่ใช่การเลือกทำประกันชั้น 1 ที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดและรอบคลุมการคุ้มครองความเสียหายสูงสุดเสมอไป เพราะเจ้าของรถแต่ละคนเหมาะสมที่จะทำประกันรถชั้นต่าง ๆ ต่างกัน การเลือกทำประกันรถให้คุ้มค่าและเหมาะกับตัวเรามีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้   1, พิจารณาเลือกประกันจากพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถเอง ผู้ที่ใช้รถหรือเจ้าของรถจะทราบดีว่าตนเองมีพฤติกรรมในการใช้รถเช่นไร มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดูได้จากความชำนาญในการขับรถ ความบ่อยในการใช้รถ เช่นบางคนต้องขับรถยนต์ทางไกลบ่อย ๆ สัปดาห์ละหลายวันผจญความเสี่ยงบนท้องถนนมากกว่า หรือขับไปทำงาน พบลูกค้าแทบตลอดทั้งวัน อาจจะต้องพิจารณาทำประกันชั้น 1 ที่ครอบคลุมให้รับกับความเสี่ยงที่ใช้รถ ในขณะที่เจ้าของรถบางคนใช้รถขับรับส่งลูก จ่ายตลาด หรือนาน ๆ จะใช้รถสักที อาจจะเลือกประกันชั้นรอง ๆ ลงมาเช่นชั้น 2 หรือชั้น 3 เพราะความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุต่ำกว่า การเสียเงินให้กับเบี้ยประกันแพง ๆ ก็อาจไม่จำเป็นเมื่อเทียบกับบางปีอาจไม่มีเหตุที่จะต้องเคลมประกันเลย   2. พิจารณาจากมูลค่าและอายุการใช้งานของรถ การรับทำประกันในชั้นต่าง ๆ ของบริษัทรับประกันก็ใช้อายุของรถเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วรถยนต์ที่จะทำประกันชั้น 1 ทางบริษัทมักจะรับพิจารณารถใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 7-9 ปี ยิ่งรถยนต์มีอายุการใช้งานมากเท่าไหร่ สิทธิในการได้รับพิจารณาทำประกันก็จะลดลงในชั้นต่าง ๆ ด้วย ซึ่งนี่เป็นตัวสะท้อนด้วยว่า รถยนต์ที่อายุงานมาก ๆ อาจไม่คุ้มที่จะซ่อมเมื่อเกิดอุบัติเหตุหนัก ๆ แต่ที่แน่นอนสำหรับการทำประกันก็คืออย่างน้อย ๆ ในประกันชั้น 3 ที่ถูกที่สุดจะครอบคลุมการชนในกรณีเจ้าของรถเป็นฝ่ายผิดโดยรับผิดชอบซ่อมและจ่ายค่าเสียหายให้ฝ่ายตรงข้ามและมีความคุ้มครองอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากประกันของพรบ. เท่านั้น   3 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความคุ้มค่าของประกันรถ หลายคนมีความเข้าใจผิดว่า ความคุ้มค่าของประกันรถยนต์อยู่ที่การใช้สิทธิ์ในการเคลมให้มากที่สุด จึงพยายามขอเคลมการซ่อมในทุกกรณีตั้งแต่เฉี่ยวชนเล็กน้อย มีรอยขูดขีดต่าง ๆ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะอย่าลืมว่าเมื่อคุณนำรถเข้าอู่เพื่อเคลม คุณกำลังเสียโอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์จากรถนั้นเป็นเวลาหลายวัน บริษัทรับทำประกันมักจะมีส่วนลดให้สำหรับผู้มีประวัติดีเมื่อต่อประกันในปีถัดไป   ดังนั้นการพิจารณาทำประกันให้คุ้มค่าคงต้องดูจากปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่างมาพิจารณาดังที่ได้กล่าวมา